( ฎีกาที่ 2785/2568 )
ลูกจ้างฝ่ายการเงิน มีหน้าที่รับเงินจากลูกค้า แทนนายจ้าง แล้วจะต้องพิมพ์กรอกข้อความลงใน computer ตามความเป็นจริง และ นำเงินนั้นมามอบให้นายจ้าง แต่ลูกจ้างได้กรอกข้อความอันเป็นเท็จ โดยพิมพ์กรอกข้อมูลจำนวนเงิน ให้น้อยกว่า จำนวนเงินที่ได้รับมาจากลูกค้า และลักเอาเงินส่วนนั้น ไปโดยทุจริต รวม 36 ครั้ง
ดังนั้น นอกจากลูกจ้างจะมีความผิดตาม พรบ. คอมพิวเตอร์มาตรา 14 (1) เพราะได้นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ แล้ว ก็ยังมีความผิดในข้อหาลักทรัพย์นายจ้าง ซึ่งถือเป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทอีกด้วย
ศาลจึงให้ลงโทษฐานลักทรัพย์นายจ้าง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ปอ.90 รวมทั้งหมด 36 กระทง
แต่เนื่องจากในระหว่างนั้น ลูกจ้างได้มีการขอผ่อนเงินคืนให้กับนายจ้าง รวมทั้งลูกจ้างได้ถูกคุมขัง ในคดีนี้มาบ้างพอสมควรแล้ว และนายจ้างก็มาแถลงว่าไม่ติดใจเอาความทั้งทางแพ่งและทางอาญา
นอกจากนั้น สำหรับข้อหาตาม พรบ. คอมพิวเตอร์มาตรา 14 (1) ซึ่งถือเป็นความผิดอันยอมความตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 14 วรรคสอง นั้น
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎดังกล่าวมา กรณีจึงถือว่านายจ้างและลูกจ้างได้ยอม ความกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เฉพาะข้อหาตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ จึงเป็นอันระงับไปตาม ปวิอ 39 (2)
จึงให้ลงโทษเฉพาะข้อหาลักทรัพย์นายจ้าง แต่ให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี แต่ให้ลงโทษปรับลูกจ้าง อีกกระทงละ 10,000 บาท รวม 36 กระทง
หมายเหตุ (1) การพิมพ์กรอกข้อความลงไปในระบบคอมพิวเตอร์ อันเป็นเท็จ ของลูกจ้างในคดีนี้ ถือเป็นความผิด ตามพ.ร.บคอมพิวเตอร์ด้วย ซึ่งบางท่าน (รวมทั้งผม) อาจจะมองข้ามข้อหานี้ไป เพราะจะมุ่งมองไปที่ข้อหาลักทรัพย์นายจ้าง ซึ่งเป็นข้อหาที่เรามักจะคุ้นเคยกันดี
(2) องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 14 (1) จะต้องมีลักษณะ น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ดังนั้น หากเราเพียงแต่ นำข้อมูลอันเป็นเท็จ ส่งเข้าไปในคอมพิวเตอร์ notebook หรือโทรศัพท์มือถือ (mobile phone) ของเราเอง โดยยังไม่ได้ แพร่กระจาย ไปทางสื่อ online ใดๆ การกระทำนั้นย่อมยังไม่เป็นความผิดตามมาตรา 14 (1)